Ban Laihin

ชาวบ้าน บ้านไหล่หิน ยินดีต้อนรับ
Home­Portal­FAQ­Search­Register­Memberlist­Usergroups­Log in
Post new topic   Share | 
 

 History of Wad Laihin Laung

View previous topic View next topic Go down 
AuthorMessage
Admin
Admin


Posts: 20
Join date: 2008-01-20

PostSubject: History of Wad Laihin Laung   Sun Mar 02, 2008 4:15 am

วัดไหล่หินสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 218

หากจะนับอายุประวัติศาสตร์ของชาติไทยก็น่าจะถือว่าเกิดก่อนประเทศไทย และหากจะเปรียบเทียบยุคกรุงศรีอยุธยาที่ไทยเสียกรุงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2112 ก็ถือว่าเกิดก่อนยุคนั้นมานานทีเดียว หรือถ้าจะเปรียบเทียบกับอาณาจักรล้านนา ในสมัยของพญามังรายที่ปกครองล้านนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1802 ก็ถือว่าเกิดก่อนยุคล้านนานับเป็นพันๆปี

วัดไหล่หิน หรือออกเสียงตามแบบท้องถิ่นว่า “ หล่ายหิน ” มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ วัดไหล่หินแก้วช้างยืน ” ส่วนชื่อแบบเป็นทางการซึ่งมีผู้ตั้งให้ในภายหลังคือ “ วัดเสลารัตนปัพพะตาราม ” ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกกันสั้นๆว่า “ วัดไหล่หิน ” เพราะตั้งอยู่บนส่วนลาดของเนินเตี้ยๆ เหนือหมู่บ้านไหล่หินเนื้อที่วัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เขตพุทธาวาสและสังฆาวาส โดยมีกำแพงวัดล้อมรอบ 7 โค้ง รูปร่างคล้ายดอกบัว

ที่ตั้งของวัด คือเลขที่ 246 ถนน รพช . สายไหล่หินแม่ปุ้ม บ้านไหล่หิน หมู่ที่ 2 ตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ห่างจากอำเภอเกาะคาประมาณ 6 กิโลเมตรและห่างจากตัวจังหวัดลำปางประมาณ 20 กิโลเมตร มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 17 ไร่ 2 งาน 70 ตารางวาและมีที่ธรณีสงฆ์จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 7 ไร่ 26 ตารางวา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา กว้าง 3 เมตร ยาว 5 เมตร ปัจจุบันสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย

อาคารเสนาสนะและโบราณวัตถุของวัดไหล่หิน มีดังนี้

วิหารทรงพื้นเมืองล้านนา ฝีมือช่างชาวเชียงตุง สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ .2226 ( บางตำนานกล่าวว่าสร้างเมื่อ พ . ศ .2311) ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 9 เมตร มีลวดลายหน้าบันที่งามที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ บางตำรากล่าวว่าวิหารหลังนี้สร้างขึ้นโดยพระมหาป่าเกสรปัญโญซึ่งเป็นพระเถระรุ่นแรกๆ ของวัดไหล่หินและเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงเป็นประธาน

สำหรับประวัติของพระมหาป่าเกสรปัญโญนั้น ไม่มีใครทราบแน่ ทราบแต่ว่ามาบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดนี้ มีความทรงจำที่แตกฉานในคัมภีร์และมีความรู้เรื่องช่างอยู่บ้าง เล่ากันว่าสมัยที่ท่านบวชเป็นเณรนั้น มีอยู่วันหนึ่งเป็นวันที่จะต้องมีการเทศน์ใหญ่พระเวชสันดรชาดก สมภารวัดได้แจกคัมภีร์ให้เณรทุกๆ รูป ต่างก็นำไปท่องและเรียนกันถ้วนหน้า แต่สามเณรเกสะไม่ได้ทำเช่นนั้นเหมือนสามเณรรูปอื่นๆ ไม่ได้ใส่ใจที่จะท่องอ่านธรรมเลย เมื่อถึงเวลาเทศน์ สามเณรเกสระก็จบคัมภีร์ตามพิธีแล้วก็วางคัมภีร์ไว้บนพานธรรมาสน์ แล้วเทศน์ปากเปล่าโดยไม่ดูธรรมคัมภีร์ ซึ่งนอกจากเทศน์ได้ถูกต้องแล้ว ยังแก้ไขข้อความผิดในคัมภีร์อีกด้วย เช่น มีข้อความตอนหนึ่งในกัณฑ์กล่าวพรรณนาถึงพันธุ์ไม้ในป่าว่า “ ใบจ้อล่อหูกวาง ” แต่ท่านเทศน์เป็น “ ใบจ้อล่อหูฟาน ” เมื่อสมภารถามท่านให้เหตุผลว่าจ้อล่อ ( อินทนิล ) น่าจะมีใบเหมือนหูฟาน ( เก้ง ) มากกว่าหูกวาง


Last edited by Admin on Mon Mar 03, 2008 4:00 am; edited 1 time in total
Back to top Go down
View user profile http://banlaihin.4ulike.com
Admin
Admin


Posts: 20
Join date: 2008-01-20

PostSubject: Re: History of Wad Laihin Laung   Sun Mar 02, 2008 4:48 am

นอกจากจะมีความแตกฉานในคัมภีร์แล้ว ท่านมหาป่าเกสระยังชอบภิกขาจารไปในที่ไกลๆ เป็นระยะเวลานานๆ เสมอ มีครั้งหนึ่งไปถึงเมืองเชียงตุง เมื่อท่านไปบิณฑบาตบ่อยๆ ก็ยังความศรัทธาปสาทะให้เกิดแก่ชาวบ้านละแวกนั้น ซึ่งชาวบ้านเหล่านั้นก็สังเกตเห็นว่าท่านมิใช่พระในถิ่นนั้น แต่ได้มาบิณฑบาตถึงที่นั่น ก็ยิ่งเกิดความเลื่อมใสใคร่รู้ที่มาของท่าน จึงพากันไปถาม แต่แทนที่ท่านมหาป่าเกสระจะตอบตรงท่านกลับตอบว่ามาจากวัด “ บุบบ่แตก ” หรือ “ ขบบ่แตก ” ชาวบ้านซึ่งเป็นชาวไทใหญ่เหล่านั้นนึกปริศนาไม่ออกก็จนปัญญาที่ทราบว่าท่านมาจากที่แห่งใด ก็มีผู้ออกความคิดให้เอามะพร้าวปอกเปลือกออกเหลือแต่ผลที่มีกะลาหุ้ม แล้วทุบให้แตกออกเป็นสองซีก ให้เอาซีกหนึ่งใส่บาตรให้ท่านมหาป่าเกสระ พลางพูดว่าจะตามไปหาท่านที่วัด ส่วนอีกซีกหนึ่งนั้นพวกชาวบ้านเก็บไว้ จากนั้นชาวไทใหญ่กลุ่มนั้นก็ออกติดตามหาท่านมาเรื่อยๆ จากเชียงตุงถึงนครลำปาง ในที่สุด ก็มาพบท่านและได้เอากะลามะพร้าวอีกซีกหนึ่งมากต่อกันได้ที่วัดไหล่หินแห่งนี้ จึงทราบปริศนาชื่อวัดที่ท่านเคยบอกไว้ ขณะนั้น ท่านมหาป่าเกสระยังอยู่ที่กุฏิเดิม ลำบากและขาดแคลนหลายสิ่งหลายอย่าง ไม่มีทั้งวิหารและเสนาสนะ ชาวไทใหญ่กลุ่มนั้นจึงกลับไปพาช่างไทใหญ่ฝีมือดีและร่วมกับชาวบ้านแถบนั้นช่วยกันสร้างวิหารวัดไหล่หินหลังนี้ขึ้นมา

เรื่องพระมหาป่าเกสระในพงศาวดารเหนือเมืองเถิน ได้อ้างถึงมหาป่าเจ้าหล้า ( วัดไหล่หิน ) ซึ่งเป็นองค์เดียวกันนี้ เป็นเจ้าอาวาสวัดพระธาตุลำปางหลวงเมื่อ พ . ศ .2317 มีศิษย์ร่วมครูที่นับถือติดต่อกัน คือวัดปงยางคก วัดศรีกลางเวียง ได้วางกฎธรรมเนียมไว้ว่า วัดทั้งสามแห่งนี้จะต้องปฏิบัติเยี่ยมเยียนกันเมื่อใครเจ็บไข้ได้ป่วย นอกจากนี้ยังมีวัดที่ถือมีครูเดียวกัน คือวัดห้วยเกี๋ยง วัดดอนเหิง ( วัดร้างดอนเหิงปัจจุบัน ) วัดป่าตาล วัดหนองแลก และวัดห้างนา ทั้งนี้ถือเอาวัดเมืองเถินเป็นต้นเค้า

อนึ่ง มีจารึกที่ท้องขื่อในวิหารหน้าพระประธานเป็นอักษรธรรมล้านนา แสดงถึงปีที่สร้างวิหารวัดไหล่หินนี้ว่า จ . ศ .1045 ( พ . ศ .2226) ตัว ปีก่าใค้ เดือนสี่เพง เม็ง ไทเต่าสง้า ( มะเมีย ) พระมหาเกสรปัญโญเจ้า เป็นประธานร่วมกับศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ได้อัญเชิญพระสงฆ์เจ้าปลูกสร้างยังเสลารัตนบัพพตารามหลังนี้ ร่วมด้วยศรัทธาทั้งหลายทั้ะธานเป็นอักษรธรรมล้านนา แสดงถึงปีที่สร้างวิหารวัดไหล่หินนี้ว่า จ . ศ .1045 ( พ . ศ .2226) ตัว ปีก่าใค้ เดือนสี่เพง เม็ง ไทเต่าสง้า ( มะเมีย ) พระมหาเกสรปัญโญเจ้า เป็นประธานร่วมกับศิษยานุศิษย์ทั้งหลาย ได้อัญเชิญพระสงฆ์เจ้าปลูกสร้างยังเสลารัตนบัพพตารามหลังนี้ ร่วมด้วยศรัทธาทั้งหลายทั้งมวลทุกคนขออนุโมทนาแล
Back to top Go down
View user profile http://banlaihin.4ulike.com
Admin
Admin


Posts: 20
Join date: 2008-01-20

PostSubject: Re: History of Wad Laihin Laung   Sun Mar 02, 2008 4:48 am

จากการสำรวจพบว่าเสาคู่หน้าพระประธานต้นขวาในวิหารใช้ไม้มันหมู มีปูนพอกไว้ ฝีมือช่างเมืองเชียงตุงศิลปะล้านนามีลวดลายละเอียดสวยงาม เมื่อพิจารณารูปทรงโดยรวมและการวางผังประกอบลักษณะสถาปัตยกรรมทั้งหมดแล้ว จะพบว่ามีบางส่วนเป็นฝีมือช่างชาวไทใหญ่ อาทิ ลวดลายปูนปั้นปิดท้องไม้ หน้าบันมีลวดลายสะทาน ( ปูน ) การปั้นเป็นแบบไทใหญ่ผสมพื้นเมืองตลอดทั้งหน้าบัน เรื่องราวและรูปประกอบลวดลายท้องไม้ซึ่งติดประดับหน้าบันเป็นเรื่องป่าหิมพานต์ มีรูปกวาง ช้าง และสัตว์อื่นๆ ประกอบลายเครือเถาวัลย์ จากคำบอกเล่าของชาวบ้านอาวุโสบ้านไหล่หินและพระภิกษุอาวุโสที่เคยไปวัดไหล่หินเล่าว่า สมัยก่อนศาลาคดหรือวิหารคดที่เป็นกำแพงล้อมรอบพระวิหาร ดังที่เห็นในปัจจุบันนี้ยังไม่มี มีแต่กำแพงกั้นเตี้ยๆ กั้นวิหารด้านหน้าโดยรอบเท่านั้น

สำหรับตัวศาลาคดเริ่มสร้างเมื่อ 30 – 40 ปีมานี้เอง แม้ตัววิหารก็เพิ่งจะมาบูรณะในเวลาก่อนหน้าสร้างศาลาคดไม่กี่สิบปี ดังนั้นรูปแบบและรูปทรงจึงเป็นแบบสมัยใหม่ขัดกับของเก่าซึ่งเป็นตัววิหารดั้งเดิม ซึ่งเมื่อมีการบูรณะแล้วจึงมีความคิดว่าควรจะมีการบูรณะตัววิหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งส่วนของหลังคา เพราะอยากให้สวยงามแบบใกล้เคียงกันกับของใหม่ในเวลาต่อมา เมื่อ พ . ศ . 2435 ชาวบ้านจึงรวบรวมทุนช่วยกันเปลี่ยนหลังคาและช่อฟ้าเสียใหม่ให้เป็นแบบรัตนโกสินทร์ ดังนั้นจึงจะเห็นว่าตัววิหารดูแปลกที่ส่วนบนเป็นรัตนโกสินทร์ โดยเฉพาะตัวลำยองและนาคสะดุ้ง ซึ่งนาคสะดุ้งนั้น ทางเหนือจะไม่ทำ แต่ของเดิมที่วิหารนี้เป็นไม้ปาดเรียบ เฉพาะตัวลำยองบนสันหลังคามีรูปนกสดายุขนาดใหญ่เคลือบดินเผา บางส่วนของหลังคาจะมีรูปนกเคลือบสวยงาม รูปนกเขาเกาะเป็นแถวที่หลังคาส่วนบน ส่วนช่อฟ้าเป็นรูปปากนกไม่มีการเปลี่ยนแปลงหน้าบันวิหารเป็นลายปูนปั้นแบบดั้งเดิมและส่วนล่างทั้งหมดยังเป็นแบบเก่าแก่

พระธาตุเจดีย์ทรงล้านนา ขนาดฐานกว้าง 5 เมตร สูงประมาณ 10 เมตร ซึ่งบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ได้รับการบูรณะขึ้นใหม่เมื่อ พ . ศ .2226 ( จ . ศ .1045) จากตำนานเล่ากันว่าพระเจ้าศรีธรรมาโศกราช ทรงแบ่งพระบรมสารีริกธาตุของพระสัมมาสัมพัทธเจ้าแก่พระอรหันต์ 2 รูป คือพระกุมารกัสสปเถระและพระเมฆิยเถระ ให้บรรทุกบนหลังช้าง เพื่อนำไปบรรจุที่พระธาตุวัดลำปางหลวง แต่เมื่อขบวนช้างบรรทุกพระบรมสารีริกธาตุขนาดสูง 4 ศอก ไว้เป็นอนุสรณ์ บางตำนานเล่าว่า แต่เดิมมามีขบวนแห่พระธาตุจากเวียงพระธาตุลำปางหลวง เพื่อที่จะไปเมืองยาวโดยผ่านเส้นทางสายนี้ แต่เมื่อช้างในขบวนแห่พระธาตุกำลังจะผ่านเนินเขาลูกนี้ ช้างกลับหยุดอยู่ ณ บริเวณนั้น ควาญช้างทำอย่างไรช้างก็ไม่ยอมไปผู้นำในขบวนแห่ขณะนั้นจึงตั้งอธิษฐานว่า ถ้าสถานที่แห่งนี้มีบุญบารมีเป็นที่สถิตพระธาตุแล้ว ขอให้แสดงสัญญาณให้ปรากฏ พลันก็ปรากฏรังสีรุ่งโรจน์ขึ้น ณ บริเวณซึ่งตั้งพระธาตุเจดีย์ปัจจุบันนี้
Back to top Go down
View user profile http://banlaihin.4ulike.com
Admin
Admin


Posts: 20
Join date: 2008-01-20

PostSubject: Re: History of Wad Laihin Laung   Sun Mar 02, 2008 4:49 am

พระอุโบสถ สร้างเมื่อปี พ . ศ .2420 ( จ . ศ .1239 ปีรวายสี เดือน 7 เพ็ญ ) โดยพระอุตตมะอารามธิดีและเจ้าหลวงบุญวาทวงศ์มานิตย์ เป็นประธานสร้าง ขนาดกว้าง 3 เมตร ยาว 5 เมตร ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปประธานและสาวกซ้าย - ขวา

ซุ้มประตูกำแพงแก้ว มีลวดลายปูนปั้นเป็นรูปสัตว์ต่างๆ ครูบาศรีวิชัยเป็นประธานในการสร้าง แต่ไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ว่าสร้างขึ้นเมื่อใด

หอธรรม หรือหอไตร หอธรรมของวัดไหล่หินเป็นสถานที่เก็บคัมภีร์ใบลานซึ่งมีอายุเก่าแก่ที่สุดในล้านนา สร้างขึ้นเมื่อ จ . ศ .1050( ตรงกับ พ . ศ .2231) โดยพระอุตตมะพระยาเลิศ พระยาแสนค้า และหนานวงศ์ เป็นประธานในการสร้าง ต่อมาได้รับการปฏิสังขรณ์ในปี พ . ศ .2533 โดยศรัทธาวัดไหล่หิน ปัจจุบันหอธรรมมีขนาดกว้าง 6 เมตร และยาว 15 เมตร คัมภีร์ที่เก็บไว้ในโรงธรรมแห่งนี้ อาทิเช่น ติกกนิบาตและคัมภีร์วีสตินิบาต ซึ่งจารด้วยตัวหนังสือธรรมล้านนา รวมทั้งคัมภีร์สภาวกัณฐีซึ่งจารเป็นภาษาบาลี จ . ศ .1201 ( พ . ศ .2382) ส่วนคัมภีร์ที่เก่าแก่ที่สุดในล้านนาคือมิลินทปัญหา

กู่ช้างยืน จากตำนานความเป็นมาของพระธาตุเจดีย์ดังกล่าวข้างต้นเกี่ยวกับช้างในขบวนแห่พระธาตที่ได้มาหยุด ณ สถานที่แห่งนี้ ชาวบ้านจึงได้ร่วมกันสร้างกู่ไว้หน้าวิหารด้านขวามือ เป็นกู่เตี้ยๆ รูปช้างยืนแบกหีบบรรจุพระธาตุแก้ว ดังนั้น การที่ชาวบ้านเรียกวัดไหล่หินอีกชื่อหนึ่งว่า “ วัดไหล่หินแก้วช้างยืน ” ก็อาจจะเนื่องมาจากสาเหตุดังกล่าวนี้

ประตูโขง ประตูโขงเป็นเสมือนสัญลักษณ์ทางเข้าวัด มีการสันนิษฐานและมีข้อสังเกตว่าอาจได้รับอิทธิพลมาจากประตูโขงที่วัดพระธาตุลำปางหลวง เพราะการใช้ลายตกแต่งแบบเดียวกันแต่การลดชั้นยอดและตกแต่งประดับมีน้อยกว่า อาจเพราะเป็นวัดที่เล็กกว่าและสร้างขึ้นหลังสมัยเวียงพระธาตุลำปางหลวงเป็นเวลาห่างกันนับร้อยปี ( ตามประวัติที่ปรากฏในวัดกล่าวว่าประตูโขงสร้างขึ้นเมื่อ จ . ศ .1045 ตรงกับปี พ . ศ .2226) แต่ช่างได้เปลี่ยนลักษณะลายตกแต่งประดับยอด คือแทนที่จะเป็นปูนปั้นทั้งหมดเช่นเดียวกับที่วัดพระธาตุลำปางหลวง กลับทำเป็นปูนปั้นเฉพาะกรอบโค้งซุ้มใช้วิธีก่ออิฐเป็นชั้นๆ ลดมุมลดยอดเช่นกัน แต่ลายประดับเปลี่ยนเป็นวิธีเผาเซรามิกติดประทับซึ่งทำให้ง่ายกว่า คาดกันว่าประตูโขงวัดไหล่หินนี้ น่าจะสร้างพร้อมกับวิหาร โดยพระมหาเกสรปัญโญ เพื่อประกอบการเน้นทางเข้าสู่วิหาร โดยพระมหาเกสรปัญโญ เพื่อประกอบการเน้นทางเข้าสู่วิหาร ยอดประตูโขงเป็นทรงปราสาท โครงสร้างใช้แบบอิฐฉาบปูนแบบปูนน้ำอ้อย อิฐที่ใช้ก่อเป็นแผ่นขนาดใหญ่
Back to top Go down
View user profile http://banlaihin.4ulike.com
Admin
Admin


Posts: 20
Join date: 2008-01-20

PostSubject: Re: History of Wad Laihin Laung   Sun Mar 02, 2008 4:50 am

อนุสรณ์ “ หมาพราน ” อยู่ที่กำแพงเตี้ยด้านซ้ายมือส่วนหน้าของวิหาร ตามความเป็นจริงแต่ดั้งเดิมเล่ากันว่ามีหมาตัวหนึ่งเกิดที่หมู่บ้านไหล่หินนี้ มีความสามารถในการล่าสัตว์ชอบติดตามชาวบ้านเข้าป่าล่าสัตว์เสมอและชาวบานก็มักจะมีโชคลาภล่าสัตว์ได้เป็นจำนวนมากเมื่อมีหมาตัวนี้ไปด้วย เมื่อได้สัตว์มาก็นำมาแบ่งให้วัด และแจกจ่ายให้ชาวบ้านด้วยกัน ต่อมาหมาตัวนี้ได้เสียชีวิตลงเนื่องจากการต่อสู้กับเสือ ด้วยความระลึกถึงในคุณงามความดีและความซื่อสัตย์ของหมาตัวนี้ที่มีต่อคนในหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงช่วยกันสร้างอนุสรณ์ไว้บนกำแพงวัดไหล่หิน ต่อมาเมื่อมีการออกป่าล่าสัตว์ได้มีการไปบนบานกับหมาพรานที่กำแพงวัดว่าถ้าได้สัตว์มาจะแบ่งเอามาถวายวัดส่วนหนึ่ง ก็มักจะล่าสัตว์ได้ตามต้องการทุกครั้ง ชาวบ้านจึงถือว่าหมาพรานตัวนี้เป็นหมาศักดิ์สิทธิ์

ศาลาปริยัติธรรมพิมลรัตน์สามัคคี สร้างขึ้นเมื่อวันที่ 17 เมษายน พ . ศ .2529 ประดิษฐานพระพุทธรูป 1 องค์

หอระฆัง สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ .2529

หอพิพิธภัณฑ์โบราณล้านนา มีข้อความบันทึกไว้ที่ตัวอาคารว่า “ สุวรรณกีฎะศรัทธาสามัคคี ”

นอกจากนี้ ยังมีปูชนียวัตถุอื่นๆ ซึ่งได้แก่ คัมภีร์ใบลานเก่าแก่ของล้านนาไทย เตียงนอน แท่นนั่งเขียนหรือจารคัมภีร์โบราณ พร้อมอาสนะและบริขารอื่นของพระมหาเกสรปัญโญรวมทั้งต้นลานประหลาด
อนึ่ง กรมศิลปากรได้ประกาศวัดไหล่หินขึ้นทะเบียนและกำหนดขอบเขตในราชกิจจานุเบกษา เล่มที่ 97 ตอนที่ 195 ลงวันที่ 14 ตุลาคม พ . ศ .2523 สิ่งที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน ได้แก่ วิหารทรงล้านนา พระธาตุเจดีย์ พระอุโบสถ ซุ้มประตูกำแพงแก้ว และหอธรรม

ข้อมูลจาก
ล้านนาคดี
Back to top Go down
View user profile http://banlaihin.4ulike.com
 

History of Wad Laihin Laung

View previous topic View next topic Back to top 
Page 1 of 1

Permissions of this forum:You cannot reply to topics in this forum
Ban Laihin :: บ้านไหล่หิน-
Post new topic