วัดไหล่หินสร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 218
หากจะนับอายุประวัติศาสตร์ของชาติไทยก็น่าจะถือว่าเกิดก่อนประเทศไทย และหากจะเปรียบเทียบยุคกรุงศรีอยุธยาที่ไทยเสียกรุงครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2112 ก็ถือว่าเกิดก่อนยุคนั้นมานานทีเดียว หรือถ้าจะเปรียบเทียบกับอาณาจักรล้านนา ในสมัยของพญามังรายที่ปกครองล้านนามาตั้งแต่ปี พ.ศ. 1802 ก็ถือว่าเกิดก่อนยุคล้านนานับเป็นพันๆปี
วัดไหล่หิน หรือออกเสียงตามแบบท้องถิ่นว่า “ หล่ายหิน ” มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “ วัดไหล่หินแก้วช้างยืน ” ส่วนชื่อแบบเป็นทางการซึ่งมีผู้ตั้งให้ในภายหลังคือ “ วัดเสลารัตนปัพพะตาราม ” ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกกันสั้นๆว่า “ วัดไหล่หิน ” เพราะตั้งอยู่บนส่วนลาดของเนินเตี้ยๆ เหนือหมู่บ้านไหล่หินเนื้อที่วัดแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ เขตพุทธาวาสและสังฆาวาส โดยมีกำแพงวัดล้อมรอบ 7 โค้ง รูปร่างคล้ายดอกบัว
ที่ตั้งของวัด คือเลขที่ 246 ถนน รพช . สายไหล่หินแม่ปุ้ม บ้านไหล่หิน หมู่ที่ 2 ตำบลไหล่หิน อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง ห่างจากอำเภอเกาะคาประมาณ 6 กิโลเมตรและห่างจากตัวจังหวัดลำปางประมาณ 20 กิโลเมตร มีที่ดินตั้งวัดเนื้อที่ 17 ไร่ 2 งาน 70 ตารางวาและมีที่ธรณีสงฆ์จำนวน 2 แปลง เนื้อที่ 7 ไร่ 26 ตารางวา ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา กว้าง 3 เมตร ยาว 5 เมตร ปัจจุบันสังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย
อาคารเสนาสนะและโบราณวัตถุของวัดไหล่หิน มีดังนี้
วิหารทรงพื้นเมืองล้านนา ฝีมือช่างชาวเชียงตุง สร้างขึ้นเมื่อ พ . ศ .2226 ( บางตำนานกล่าวว่าสร้างเมื่อ พ . ศ .2311) ขนาดกว้าง 5 เมตร ยาว 9 เมตร มีลวดลายหน้าบันที่งามที่สุดแห่งหนึ่งในภาคเหนือ บางตำรากล่าวว่าวิหารหลังนี้สร้างขึ้นโดยพระมหาป่าเกสรปัญโญซึ่งเป็นพระเถระรุ่นแรกๆ ของวัดไหล่หินและเจ้าฟ้าเมืองเชียงตุงเป็นประธาน
สำหรับประวัติของพระมหาป่าเกสรปัญโญนั้น ไม่มีใครทราบแน่ ทราบแต่ว่ามาบวชเป็นสามเณรอยู่ที่วัดนี้ มีความทรงจำที่แตกฉานในคัมภีร์และมีความรู้เรื่องช่างอยู่บ้าง เล่ากันว่าสมัยที่ท่านบวชเป็นเณรนั้น มีอยู่วันหนึ่งเป็นวันที่จะต้องมีการเทศน์ใหญ่พระเวชสันดรชาดก สมภารวัดได้แจกคัมภีร์ให้เณรทุกๆ รูป ต่างก็นำไปท่องและเรียนกันถ้วนหน้า แต่สามเณรเกสะไม่ได้ทำเช่นนั้นเหมือนสามเณรรูปอื่นๆ ไม่ได้ใส่ใจที่จะท่องอ่านธรรมเลย เมื่อถึงเวลาเทศน์ สามเณรเกสระก็จบคัมภีร์ตามพิธีแล้วก็วางคัมภีร์ไว้บนพานธรรมาสน์ แล้วเทศน์ปากเปล่าโดยไม่ดูธรรมคัมภีร์ ซึ่งนอกจากเทศน์ได้ถูกต้องแล้ว ยังแก้ไขข้อความผิดในคัมภีร์อีกด้วย เช่น มีข้อความตอนหนึ่งในกัณฑ์กล่าวพรรณนาถึงพันธุ์ไม้ในป่าว่า “ ใบจ้อล่อหูกวาง ” แต่ท่านเทศน์เป็น “ ใบจ้อล่อหูฟาน ” เมื่อสมภารถามท่านให้เหตุผลว่าจ้อล่อ ( อินทนิล ) น่าจะมีใบเหมือนหูฟาน ( เก้ง ) มากกว่าหูกวาง